Manychat คืออะไร ? ทำไมนักการตลาดออนไลน์ ถึงได้พูดถึงกันมากขนาดนี้

Manychat คืออะไร

Manychat คือ Tools ที่ช่วยให้คุณสามารถสร้าง Facebook Messenger Bots ด้วยตัวเองอย่างง่าย สำหรับการทำการตลาดออนไลน์ หรือการขายผ่าน Messenger

โดยตัว Manychat เองนั้นก็จะมีหน้าแสดงผล (UI) ที่ง่ายต่อการสร้าง Bots เพื่อให้คุณสามารถสร้าง Facebook Messenger Bots

และช่วยให้คุณสามารถสร้างข้อความต่างๆหรือมีปฎิสัมพันธ์กับผู้ที่ใช้ทักเข้ามาใน Messenger ของแฟนเพจของคุณ ได้ผ่านการทำ Flow Builder ต่างๆ ที่ทาง Manychat ได้พัฒนามา

Manychat ราคา

สำหรับราคาของ Manychat นั้นจะมี 2 ระดับคือ Basic และ Pro

ถ้าจะให้เปรียบเทียบง่ายๆเลยก็คือ Version Free ก็เหมือนกับการให้คุณได้ลองใช้ Feature ต่างๆประมาณนึงเพื่อให้เห็นว่า Manychat นั้นสามารถทำอะไรได้บ้าง

สำหรับ Version Pro นั้นทาง Manychat จะเลือกเก็บเงินตามจำนวน Subscribe โดยเริ่มต้นจาก ต่ำกว่า 500 Subscribers ราคา $10 ต่อเดือนเท่านั้น และราคา Version Pro ก็จะเพิ่มขึ้นตามจำนวน Subscribers ของแฟนเพจที่มา Connent กับ Manychat

สามารถดูราคา Package เต็มๆได้ที่ https://manychat.com/pricing#pricing-slider

วิธีใช้งาน manychat เบื้องต้น

วิธี Setup
สำหรับผู้ที่ไม่เคย Setup เลยให้เข้ามาที่ https://manychat.com/ เพื่อ Connect แฟนเพจเข้ากับ Manychat (สำหรับคนที่มีแฟนเพจแล้ว)

เมื่อเรากด Connect แล้วทาง Manychat ก็จะมีถามคำว่า แนวๆว่าธุรกิจของคุณคืออะไร มีจุดประสงค์อะไรในการทำ Facebook Messenger

และเมื่อคุณ Connect แฟนเพจกับทาง Manychat เรียบร้อยแล้วทาง Manychat ก็จะพาคุณมาที่หน้า Dashborad นี้เพื่อให้คุณสามารถตั้งค่าต่างๆเพื่อใช้งาน Manychat ได้ครับ

โดยวิธีตรวจสอบว่าการ Connect แฟนเพจกับ Manychat สมบูรณ์จริงๆคือ ให้มาที่แฟนเพจแล้วเลือก Settings > Messenger Platform > Connected Apps ถ้ามี Manychat ขึ้นมาแสดงว่าทำการ Connect สำเสร็จครับ

มี Feature หลักๆมีอะไรบ้าง

  1. Dashboard

สำหรับส่วนนี้จะเป็นส่วนที่บอกภาพรวมว่า ตอนนี้มีคน Subscribe เท่าไหร่แล้วอัตราการเติบโตของ Subscribe เป็นเท่าไหร่อย่างไรบ้าง และอีกส่วนนึงคือจะเป็นหน้าที่ไว้แจ้งข่าวสารต่างๆที่มีการอัพเดทมาจาก Manychat

  1. Audience

สำหรับส่วนนี้จะเป็นแทปที่เอาไว้สำหรับดูว่า User ที่ Subscribe เข้ามาว่ามีใครบ้างชื่ออะไร และคนเหล่านั้นมีการติด Tag, Sequence อะไรบ้าง, … สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจว่า Tag, Sequence คืออะไรแนะนำให้ดู Video … นี้เพื่อให้เข้ามากขึ้นครับ

  1. LiveChat

ส่วนนี้จะใช้งานเหมือนกับเวลาเราใช้ Facebook Messenger เลยครับสามารถคุยกับ User ที่ทักเรามาใน Inbox เราได้เลยแต่ว่าในมุมของ Admin จะแค่เปลี่ยน interface เป็นของ Manychat ครับส่วนของ User จะเป็น Facebook Messenger เหมือนเดิม ข้อดีของ Admin เวลาคุยผ่าน LiveChat คือ จะสามารถเห็นได้ว่า User ที่เราคุยด้วยติด Tag อะไรมาบ้างตามที่เรา Set up ใน Chatbot ไว้ในฝั่งด้านขวาที่เขียนว่า User Tags

  1. Growth Tools

สำหรับส่วนนี้ก็จะตามชื่อเลยครับ คือเป็นแทปนี้ทาง Manychat สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยให้เราสามารถหาคน Subscribe Chatbot ของเราให้มากที่สุด โดยจะมีหลายประเภทด้วยกัน อย่างเช่น สร้าง Link เพื่อให้ User กดเพื่อ Subscribe หรือว่าเอา Code ไปติดใน Website เพื่อให้ User กดเพื่อ Subscribe Chatbot ของเราได้ง่ายที่สุด

  1. Broadcast

สำหรับส่วนนี้ก็จะเป็นการนำส่งข้อความต่างๆที่เราต้องการจะส่งหา User ที่ Subscribe เราไปแล้ว ซึ่งของดีของการ Broadcast ของ Manychat หรือ Chatbot ตัวอื่นๆคือสามารถทำการ Segement ต่างๆได้อย่างละเดียว ตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำ Tag ดีๆ เราก็จะสามารถทำ Segment เพื่อ Broadcast หากลุ่มต่างๆเหล่านั้นได้ง่าย โดยที่ไม่ต้องการ Broadcast หาทุกคน

  1. Automation

Feature Hero ของตัว Manychat เลยครับเพราะว่าแทปนี้นั้นเป็นไปด้วย Feature ที่มีคุณภาพคับแก้ว

ตัวอย่างเช่น

    • การทำ Sequence

 

    • การตั้งค่า Keywords Reply

 

  • ข้อความต้อนรับสำหรับ Messenger

สำหรับในส่วนนี้ผมแนะนำว่าให้ลองศึกษาดูเยอะๆครับ เพราะว่า Feature นี้สร้างมาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการทำการตลาดผ่าน Facebook Messenger อย่างมาก

เป็นอย่างไรบ้างครับ คิดว่าบทความนี้น่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับทุกท่านนะครับ

ใครที่กำลังศึกษา Manychat ผมมีคอร์สฟรีแชร์ สามารถคลิกที่ลิ้งนี้ได้เลยครับ เข้าเรียนคอร์ส Manychat ฟรี !!

ไลค์น้อย ขายไม่ได้ ไม่มีคนแชร์! ผลตอบรับโฆษณาไม่ดี ควรทำอย่างไร

หนึ่งในคำถามที่หลายๆคนทักเข้ามาสอบถาม หรือบางคนก็เข้ามาบ่นให้ฟังคือ ทำไมยิงโฆษณาไปแล้ว ทำไมมีคนกดไลค์โพสน้อยจัง ทำไมไม่มีใครสั่งซื้อสินค้าเลย ทำไมโฆษณาวิดีโอจึงมีคนดูจบน้อยล่ะ ทำไมอัตราการคลิกของโฆษณาน้อยจัง (CTR น้อย) มีอะไรผิดพลาดในการทำโฆษณาหรือเปล่า

จริงๆแล้วปัญหานี้อาจจะไม่ได้เกิดจากข้อผิดพลาดใดๆ เพราะก่อนที่เราจะสงสัยว่าการตั้งค่าโฆษณาของเราผิดพลาดส่วนไหนหรือเปล่า ก่อนที่เราจะด่าว่าโฆษณา Facebook ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ให้ลองกลับมาตั้งคำถามก่อนว่าถ้าเป็นเราเอง เราจะกดไลค์หรือสั่งซื้อของจากโพสที่ตัวเองเขียนเอาไว้หรือไม่

เพราะในบางครั้งปัญหาไม่เกิดจากการตั้งค่าโฆษณาผิดพลาดหรือเซ็ตอัพฟีเจอร์ทางเทคนิคผิดพลาดแต่อย่างใด หลายๆครั้งคุณได้ตั้งค่าโฆษณาถูกต้องแล้ว เลือกใช้ Objective ที่ตอบโจทย์กับความต้องการแล้ว เลือกการ Optimization ที่ถูกต้องแล้ว เลือกรูปแบบในการประมูลที่ต้องแล้ว ลงเงินประมูลในแต่ละ CPM ในราคาที่เหมาะสมแล้ว เลือกกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้องแล้ว และบลาๆๆ…ที่เหมาะสมทั้งหมดแล้ว แต่สิ่งเดียวที่ผิดพลาดไปก็คือการสื่อสารออกไปยังกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ การบรรยาย โปรโมชั่น และอื่นๆ

  • ถ้าคุณทำโฆษณาแบบ Post Engagement แน่นอนว่า Facebook สามารถหาคนที่ชอบมี Engagement กับโพสมาให้คุณได้ แต่ Facebook บังคับให้เขากดไลค์โฆษณาคุณไม่ได้
  • ถ้าคุณทำโฆษณาแบบ Video view แน่นอนว่า Facebook สามารถหาคนที่ชอบดู Video มาให้คุณได้แต่ Facebook บังคับให้เขาดูวิดีโอของคุณจนจบไม่ได้ ถ้าเค้าไม่อยากดูเค้าก็จะกดปิดแล้วหนีไป
  • ถ้าคุณทำโฆษณาแบบ Page like แน่นอนว่า Facebook สามารถหาคนที่ชอบกดติดตามเพจมาให้คุณได้แค่ Facebook บังคับให้เค้าติดตามเพจของคุณไม่ได้
  • และที่สำคัญ Facebook สามารถหาคนที่มีความสนใจในสินค้าของคุณได้แต่ Facebook บังคับให้เค้าซื้อสินค้าจากคุณไม่ได้

โฆษณาใน Facebook เป็นการช่วยทุ่นแรง โดยการแสดงโฆษณาไปยังกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมในลักษณะต่างๆ แต่สิ่งที่จะทำให้ Conversion เกิดขึ้นจริงๆก็คือ Message ที่เราใช้สื่อสารออกไปยังกลุ่มเป้าหมาย และมันมีความสำคัญไม่ได้เป็นรองการตั้งค่าโฆษณาเลยด้วยซ้ำ ทั้งคู่ต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน โพสที่มี Message ที่ดีถ้าทำโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้องด้วยรูปแบบการตั้งค่าโฆษณาที่ถูกต้อง ก็มีโอกาสเกิด Action ที่ต้องการได้มากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้นถ้าถามว่าจะให้แก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ก็ต้องย้อนกลับไปที่คำถามว่า “ทำไมกลุ่มเป้าหมายจึงไม่กดไลค์ ไม่ซื้อของ ไม่ดูวิดีโอ” สาเหตุเป็นเพราะว่าอะไร อ่านแล้วไม่ชอบ หรือโพสของคุณฮาร์ดเซลล์มากเกินไป สินค้าไม่น่าสนใจ สร้างคุณค่าให้กับผู้ที่อ่านเพียงพอแล้วหรือยัง และอื่นๆที่ต้องลองหาคำตอบเพิ่มเติมกันดูครับ โชคดีที่การทำ AB Testing จะเข้ามาช่วยเราเรื่องนี้ได้มาก ลองทำโพสขึ้นมาหลายๆแบบ แล้ววัดผลหาแบบที่ดีที่สุดจากนั้นก็เรียนรู้หาสาเหตุของมันไปเรื่อยๆ

แล้วเดี๋ยวทุกอย่างจะค่อยๆดีขึ้นเองครับ

สาเหตุที่โฆษณาใน Facebook ใช้เงินไม่หมด (ตอบข้อสงสัย)

ปัญหาโฆษณาใช้เงินไม่หมดหรือใช้เงินน้อยกว่างบประมาณต่อวันที่กำหนดเอาไว้เป็นสิ่งที่ใครหลายๆคนน่าจะเคยเจอ ผมเองก็เจอปัญหานี้อยู่บ่อยๆเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาใน Facebook หรือ Google ก็ตาม บล็อกสั้นๆวันนี้เราจะมาสรุปให้ฟังว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้โฆษณาใช้เงินไม่หมดครับ

ปัญหาเรื่องการใช้เงินไม่หมดทำให้โฆษณาแสดงน้อยเกินกว่าที่ควรจะเป็น หลายๆครั้งทำให้เราเสียโอกาสทางธุรกิจไปฟรีๆ แทนที่โฆษณาจะแสดงไปยังกลุ่มเป้าหมายกลับกลายเป็นว่าโฆษณาไม่ยอมใช้เงิน ไม่วิ่ง การเข้าใจสาเหตุจะช่วยให้เราเตรียมแนวทางสำหรับการแก้ไขได้ ด้านล่างนี้เป็น 7 หลักๆสาเหตุที่ทำให้โฆษณา Facebook ใช้เงินไม่หมด

  1. กลุ่มเป้าหมายของโฆษณาแคบเกินไป: เหตุผลแรกที่ทำให้โฆษณามักไม่ใช้เงินหรือใช้เงินได้น้อยมากๆก็คือกลุ่มเป้าหมายที่จะแสดงโฆษณามีอยู่น้อยเกินไปยกตัวอย่างเช่น ใช้ Custom audience ที่เพิ่งเก็บมาได้แค่ 2-3 วันซึ่งยังมีจำนวนคนถูกเก็บใน List น้อยมากๆ หรือ ทำโฆษณาใน Adwords แล้วซื้อ Keyword ที่มีปริมาณการค้นหาต่อเดือนต่ำๆ แน่นอนว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะทำให้โฆษณาแสดงได้น้อยเพราะไม่รู้จะไปแสดงกับใคร
  2. Relevance Score ไม่ดี: ยิ่ง Relevance Score ของโฆษณาน้อยก็จะยิ่งส่งผลให้ราคาที่จะต้องจ่ายสูงมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย ผมสังเกตว่าถ้าโฆษณาตัวไหนที่มี Relevance Score น้อยมากๆแล้วยังประมูลด้วยราคาที่ต่ำอีก แน่นอนว่ามันจะแพ้ราบคาบในการประมูล นั่นก็เลยเป็นเหตุผลที่โฆษณาไม่แสดง ถ้าเป็นใน Google Adwords จะมีคะแนนตัวเดียวกันและมีจุดประสงค์คล้ายๆกันเรียกว่า Quality Score เพราะฉะนั้นเวลาโฆษณาแสดงน้อยๆให้คอย Monitor คะแนนทั้ง 2 ตัวนี้เอาไว้ให้ดีเลยครับ
  3. กลุ่มเป้าหมายแต่ละ Ad set ซ้ำซ้อนกันเอง: ปัญหาสุดเบสิคอีกเรื่องคือหลายๆครั้งเรามีการสร้างโฆษณามากกว่า 1 ตัวและโฆษณาแต่ละตัวดันอยู่ใน Ad set คนละอันกันทำให้เกิดการทับซ้อนของกลุ่มเป้าหมาย ทำให้ต้องมาประมูลแข่งกันเอง นั่นเป็นสาเหตุทำให้โฆษณาแสดงน้อยเกินกว่าที่ควรจะเป็น ทางออกคือให้ลองใช้ Facebook Delivery Insight ที่มีประโยชน์มากๆในการดูความซับซ้อนของกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในแต่ละ Ad set แล้วลองแก้ไขดู
  4. Result มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยเกินไป: Result ของโฆษณาจะเป็นตัวกำหนดวิธีในการส่งโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายของระบบ ถ้าหากว่า Result เป็น Action ที่เกิดขึ้นยากๆเช่นการซื้อของ (Objective แบบ Website Conversion) ซึ่งบางทีมันขายไม่ได้เลย โฆษณาก็จะแสดงน้อยลงตามไปด้วย คนที่ทำโฆษณาแบบ CPA จะเข้าใจปัญหานี้ดี วิธีการแก้คือให้ใส่ราคา CPA เข้าไปให้มากยิ่งขึ้น
  5. ประมูลด้วยราคาต่ำจนเกินไป: ข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายมาก คิดว่าทุกคนน่าจะเข้าใจความหมายดีอยู่แล้วลองนึกถึงเวลาที่เราทำโฆษณาใน Google Adwords สมมุติว่าเราซื้อ Keyword ที่มีราคาประมูลเฉลี่ยประมาณ 10 บาทต่อ 1 คลิกแต่เราลงประมูลด้วยราคาแค่ 2 บาทต่อ 1 คลิกนอกจากคุณจะไม่ได้คลิกจาก Keyword คำนั้นแล้วโอกาสที่จะโพล่ขึ้นไปแสดงในผลลัพธ์ก็น้อยตามไปด้วยเช่นเดียวกันกับโฆษณา Facebook ถ้าคุณใส่ราคาประมูลต่ำเกินไป โฆษณาก็อาจจะไม่แสดงได้
  6. ระยะเวลาของโฆษณาน้อยเกินไป: บางครั้งเรามีงบประมาณที่เยอะในระดับหนึ่งแต่มีระยะเวลาสำหรับรันโฆษณาค่อนข้างสั้น ก็จะส่งผลให้โฆษณามีราคาที่แพงขึ้นตามไปด้วยเพราะมันต้องเร่งรีบใช้เงินให้หมดเนื่องจากมีระยะเวลาจำกัด ทีนี้ถ้ากลุ่มเป้าหมายของคุณน้อยหรือคุณเลือก When you get charged เป็น Action ที่เกิดขึ้นยาก ก็จะทำให้โฆษณามีโอกาสใช้เงินไม่หมดได้ วิธีแก้คือขยายระยะเวลาโฆษณาให้นานยิ่งขึ้นหรือลดเงินให้น้อยลง
  7. รูปภาพมีข้อความเยอะเกินไป: ข้อ 7 นี้สำหรับคนที่ทำโฆษณาใน Facebook จะคุ้นเคยกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะถ้าใครจำได้ก่อนหน้านี้ Facebook เคยมีกฎว่ารูปภาพที่จะทำโฆษณาห้ามมีข้อความอยู่ในรูปเกิน 20% ของพื้นที่เพราะถ้าหากว่าเกิน 20% จะไม่อนุมัติให้แสดงโฆษณาได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้ Facebook จะได้ยกเลิกกฎนี้ไปแล้วก็ตาม แต่ถ้ารูปภาพไหนที่มีข้อความเกินกว่า 20% จะส่งผลให้โฆษณาแสดงน้อยลง (ยิ่ง Text เยอะก็ส่งผลให้ Reach น้อย) ยิ่งมีข้อความเยอะมากๆก็จะยิ่งแสดงน้อยมากๆตามไปด้วย

ทั้ง 7 ข้อก็เป็นสาเหตุที่ทำให้โฆษณามักจะแสดงน้อยเกินกว่าที่ควรจะเป็นและเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ใช้เงินไม่หมดด้วย จริงๆแล้วผมเชื่อว่ายังมีเหตุผลอื่นๆมากกว่า 7 ข้อนี้ ถ้าผู้อ่านท่านใดมีความเห็นดีๆก็สามารถนำมาพูดคุยกันได้นะครับ

รันโฆษณา Facebook ในช่วงเวลาไหนของวันดี?

เราทุกคนรู้กันดีว่า Performance ของโฆษณาในแต่ละช่วงเวลานั้นไม่เหมือนกัน บางช่วงเวลาอาจจะมี Performance ที่ดี แต่บางช่วงเวลาอาจจะต้องเสียเงินมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่าเดิม ดังนั้นการค้นหาช่วงเวลาที่โฆษณามี Performance ดีที่สุดจะช่วยให้การลงโฆษณาของเราคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

ถ้าเราพบว่าโฆษณาของเรามักจะสร้างยอดขายได้น้อยในวันเสาร์กับอาทิตย์แทนที่จะเอาเงินไปทุ่มใช้กับช่วงเวลาดังกล่าว เราก็ควรจะโยกเงินไปใส่โฆษณาในช่วงเวลาที่สร้างยอดขายได้ดีกว่านั่นคือช่วงวันธรรมดา การรันโฆษณา 24 ชั่วโมงตลอด 7 วัน อาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุดและไม่ใช่วิธีที่คุ้มค่ากับเงินมากที่สุด

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าช่วงเวลาไหนที่โฆษณาเกิดผลลัพธ์ดีที่สุด, ช่วงเวลาไหนที่เกิดผลลัพธ์ไม่ดี เพราะถ้าเรารู้ว่าช่วงเวลาไหนเป็นอย่างไรเราก็จะสามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างถูกต้อง รู้ว่าช่วงเวลาไหนควรเปิดโฆษณา ช่วงไหนไม่ควรที่จะปล่อยโฆษณา

ในเครื่องมือ Facebook Ads Manager จะมีตารางที่ให้เราสามารถดูรายละเอียด Performance ของโฆษณาที่เคยรันในอดีตโดยแยกดู Performance ตามช่วงเวลาได้ ไปดูวิธีการใช้งานด้านล่างนี้กันเลยครับ

หาวันที่โฆษณามีผลลัพธ์ดีที่สุด

1. เปิดเครื่องมือ Ads Manager ขึ้นมาแล้ว

2. ในหัวมุมบนขวาของตารางให้คลิกที่ Breakdown

3. จากนั้นให้เลือกที่ Time of Day (Viewer’s Time Zone) ข้อมูลในตารางจะมีการแตกรายละเอียด Performance ของโฆษณาแยกตามช่วงเวลามาให้ เราสามารถใช้ข้อมูลตรงนี้ไปเวลาแผนการรันโฆษณาได้

4. จากตารางด้านบนจะเห็นว่าโฆษณามี CTR และ Engagement ที่ดีกว่าตัวอื่นๆในช่วงเวลาเช้าตั้งแต่ 9 โมงถึง 10 โมงและเลยต่อไปจนถึงเที่ยงก็เป็นช่วงที่ Performance ค่อนข้างดี แสดงว่าคนมักจะมี Engagement กับโฆษณาในช่วงเวลานี้มาก เราก็มีทางเลือกที่จะหยุดโฆษณาในช่วงเวลาอื่นๆมาเพิ่มเงินในช่วงเวลานี้ได้

5. จากนั้นเวลาเราสร้างโฆษณาใน Facebook เราสามารถตั้งค่าให้โฆษณาแสดงเฉพาะเวลาที่เราต้องการได้ ซึ่งสามารถตั้งค่าได้ในระดับ Ad set ให้ทำการตั้งเวลาแสดงโฆษณาในช่วงที่มีผลลัพธ์สูงๆ ถ้าอยากให้โฆษณาแสดงช่วงไหนก็แรเงาที่ช่องของเวลานั้น

นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ช่วงเวลามาช่วยในการ Optimize โฆษณา ซึ่งคุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการ Optimize โฆษณาในเรื่องอื่นๆได้อีกเช่นลองเปลี่ยนการ Breakdown จากช่วงเวลาเพื่อไปหาตำแหน่งของโฆษณาที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด, หรือลอง Breakdown เพื่อหาเพศของกลุ่มเป้าหมายที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด แล้วก็ตั้งค่า Ad set ให้เหมาะสมกับผลลัพธ์ที่ได้จากตารางวัดผล

Facebook ออกเตือน! อย่าโพสลิงค์ไปเว็บไซต์คุณภาพต่ำ

เชื่อว่าหลายๆคนน่าจะเคยรู้สึกเบื่อ เวลาที่เลื่อนอ่านฟีดใน Facebook แล้วต้องเจอกับเว็บไซต์ที่มีคุณภาพต่ำๆเช่น หลอกให้คลิกเข้าไปอ่านเนื้อหาที่ไม่มีประโยชน์รวมถึงพวก Clickbait ประเภทคุณจะต้องอึ้ง คุณแทบจะไม่เชื่อ เมื่อเข้าไปก็เจอแต่โฆษณา ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เฉพาะเมืองไทยแต่เป็นไปทั่วโลก

Facebook บอกว่าได้รับการร้องเรียนจากผู้ใช้มากมายว่าพวกเขารู้สึกผิดหวังกับเว็บไซต์ประเภทที่ล่อให้กดคลิก พอเข้าไปแล้วก็เจอกับเว็บไซต์ที่นำเสนอเนื้อหาที่ไม่เป็นประโยชน์ หรือ เป็นประโยชน์น้อยมากๆ (Facebook เรียกเว็บไซต์เหล่านี้ว่าเป็นเว็บไซต์คุณภาพต่ำ) เพราะโดยปกติแล้วผู้ใช้คาดหวังที่จะได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการคลิกโพสที่อยู่ใน News Feed ของ Facebook ไม่เจอเนื้อหาหลอกลวง ไม่ต้องการถูกทำให้เข้าใจผิด

ก่อนหน้านี้ Facebook ได้ออก Policy เพื่อป้องกันโพสโฆษณาที่ลิงค์ไปยังเว็บไซต์คุณภาพต่ำและเว็บไซต์ที่ทำ Clickbait เหล่านี้แล้วเพื่อรักษาประสบการณ์ใช้งานโฆษณาของผู้ใช้ทั่วๆไปไม่ให้เจอโฆษณาแย่ๆ และตอนนี้ถึงเวลาที่จะขยาย Policy นี้ไปยัง Organic Post ทั่วๆไปที่ไม่ใช่โฆษณาด้วยแล้ว

มันจะกระทบกับเพจอย่างไรบ้าง

Facebook ประกาศว่าจะทำการ Roll out อัพเดตนี้ภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ และจะใช้มันเป็น 1 ในปัจจัยในการจัดอันดับโพสใน News Feed ด้วยซึ่งจะสร้างผลกระทบที่แตกต่างกันไปตามแต่ละ Publisher ถ้าหากว่า Publisher ไม่ได้มีการโพสไปยังเว็บไซต์ที่มีคุณภาพต่ำก็ไม่ต้องกังวลเพราะจะไม่ได้รับผลกระทบอะไร แต่ถ้าหากมีการลิงค์ไปยังเว็บไซต์คุณภาพต่ำ Facebook เตือนว่าจะเห็น Traffic ที่เข้าสู่เว็บไซต์น้อยลง

นั่นหมายความว่าคุณภาพของเว็บไซต์ส่งผลต่อ Traffic ที่จะเข้าสู่เว็บไซต์นั้นๆด้วย ดังนั้นการเขียน Copy และการทำรูปภาพในอนาคตจะต้องคำนึกถึงเรื่องนี้ด้วย ให้หลีกเลี่ยงการทำ Clickbait หรือการล่อลวงให้คลิกแล้วเข้าไปเจอแต่โฆษณาเต็มไปหมด

คำแนะนำของ Facebook

เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสที่ Traffic จะเข้าสู่เว็บไซต์ของคุณลดลง Facebook ได้แนะนำให้ธุรกิจระวังในการทำ

  • หลีกเลี่ยงการสร้างเว็บไซต์ที่นำเสนอเนื้อหาไม่สมส่วนกันระหว่างปริมาณเนื้อหากับปริมาณโฆษณา ไม่ใช่ว่าเนื้อหามีนิดเดียวแต่โฆษณามีทั่วทั้งหน้า
  • หลีกเลี่ยงการนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวกับการชี้นำทางเพศ รวมถึงเนื้อหาที่สร้างให้เกิดความตกใจ
  • เพจที่นำเสนอโฆษณาที่เป็นอันตรายรวมถึงโฆษณาที่ไม่ปลอดภัยเช่นโฆษณาที่หลอกให้โหลดโปรแกรมแต่พอโหลดไปแล้วเจอไวรัสแทน
  • หลีกเลี่ยงการใช้โฆษณาแบบ Pop-up และโฆษณาแบบตัวคั่นที่โพล่เด้งขึ้นมาปิดเนื้อหา เป็นการก่อกวนและทำหลายประสบการณ์ใช้งานที่ดี

แม่ค้าไอจีเตรียมเฮ! ทำโฆษณา IG ให้คลิกเปิด Message ได้แล้ว

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปผู้ลงโฆษณาจะสามารถเลือก Instagram เป็นหนึ่งใน Placement (ตำแหน่งโฆษณา) ของการทำโฆษณาแบบคลิกเพื่อเปิด Chat หรือคำเรียกอย่างเป็นทางการคือ Click to Messenger ได้แล้ว นับเป็นการ Synergy ร่วมกันระหว่าง Facebook และ Instagram ที่น่าสนใจมากๆ

ในระหว่างที่ User กำลังเลื่อนเพื่อดูรูปภาพใน Instagram เราสามารถทำโฆษณาแบบ Click to Messenger เพื่อดึงดูดให้ User เหล่านั้นคลิกเข้ามาสนทนากับเพจของเราผ่าน Messenger ได้โดย User สามารถคลิกที่โพส หลังจากนั้นระบบจะทำการเปิดแอพ Messenger ในเครื่องเพื่อเริ่มต้นแชทกับเพจได้ในทันที

เมื่อ User คลิกที่โฆษณาแล้วเข้ามายัง Messenger แล้วจะเจอกับข้อความต้อนรับ ซึ่งเพจสามารถที่จะสร้างข้อความต้องรับโดยใช้ รูปภาพ และวิดีโอเพื่อตั้งเป็นข้อความต้อนรับของโฆษณาแบบ Click to Messenger ได้ เหมือนกับเวลาทำโฆษณาแบบนี้ใน Facebook เลยครับ

ในช่วงปีที่ผ่านมา Facebook มีการอัพเดตหลายๆสิ่งหลายอย่างให้กับการทำโฆษณาใน Messenger เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ทำอะไรได้มากยิ่งขึ้น รองรับกับความต้องการในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น เพราะผู้คนในปัจจุบันไม่ได้ใช้ Messenger แค่แชทกับเพื่อนเท่านั้นแต่ยังใช้ในแง่ของธุรกิจมากยิ่งขึ้น (เช่นการซื้อขายสินค้าออนไลน์)

เราลองไปดูสถิติที่น่าสนใจของแอพ Messenger กันดีกว่าครับ

  • ตอนนี้มีผู้คนใช้แอพ Messenger มากกว่า 1.2 พันล้านคนทุกๆเดือนแล้ว
  • มีเกือบๆ 20 ล้าน Active pages ใช้การส่งข้อความผ่าน Messenger ในแต่ละเดือน
  • Facebook ประกาศในงาน F8 ว่ามีจำนวน Bots ที่ Active ในแพลตฟอร์มของ Messenger ประมาณ 1 แสนตัวแล้ว (เยอะมากๆ)
  • มากกว่า 2 พันล้านข้อความถูกส่งผ่านระหว่างผู้คนกับธุรกิจทุกๆเดือน ตัวเลขนี้รวมทั้งที่เป็นระบบออโต้และที่เป็นของมนุษย์

การสร้างโฆษณาแบบ Click to Messenger ใน Instagram สามารถทำได้โดยการสร้างแคมเปญโฆษณาใน Objective แบบ Traffic หรือ Conversions จากนั้นให้เลือก Instagram เป็น Placement

อ้างอิง: https://www.facebook.com/business/news/launching-instagram-placement-for-click-to-messenger-ads

4 ปัจจัยที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายโฆษณา Facebook ลงได้

ราคาค่าโฆษณาเป็นหนึ่งในสิ่งที่หลายๆคนมักจะรู้สึกกังวลมากๆ โดยเฉพาะการทำโฆษณาใน Facebook ที่ราคาถูกกำหนดจากการประมูลเพื่อแย่งชิงพื้นที่โฆษณาจากกลุ่มเป้าหมาย ทำให้ราคาค่าโฆษณาสามารถเป็นไปได้อย่างหลากหลาย บางคนจ่ายเท่ากันแต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะแตกต่างกันไปลิบลับ

การ Optimize โฆษณาเพื่อเพื่อให้จ่ายค่าโฆษณาต่ำที่สุดย่อมเป็นสิ่งที่ผู้ลงโฆษณาทุกคนต้องการเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับเว็บไซต์ E-commerce ที่การลดค่าโฆษณานั้นหมายถึงการลดต้นทุนที่เราต้องจ่ายให้กับการขายสินค้าให้เหลือน้อยลงไปด้วย

ไม่ว่าจะต้องการคุณจะต้องการลดค่าใช้จ่ายต่อคลิกให้ถูกลง (Cost per Click) หรือ ต้องการจะลดค่าใช้จ่ายในการแสดงโฆษณาให้ครบหนึ่งพันครั้ง (Cost per 1,000 Impressions) การจะลดราคาโฆษณาให้ถูกลงได้ มันจะขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัยด้านล่างนี้ และไม่ใช่แค่การปรับข้อใดข้อหนึ่งเท่านั้นแต่ควรจะปรับทั้ง 4 ข้อไปพร้อมๆกันเลย

4 ปัจจัยที่จะกำหนดราคาโฆษณาใน Facebook

ถึงแม้ผู้ลงโฆษณา 2 คนจะลงประมูลด้วยราคาที่เท่ากัน หรือ ต่อให้ใช้ Auto Bid เหมือนกันทั้งคู่ก็ตาม ราคาที่จะต้องจ่ายต่อ 1 คลิกหรือจ่ายต่อ 1,000 impressions ไม่จำเป็นจะต้องเท่ากัน (และโดยปกติแล้วมักจะแตกต่างกันมากๆ) เพราะมันขึ้นอยู่กับว่า Relevance Score ของโฆษณาแต่ละชิ้นเป็นอย่างไร, Result rate ที่ได้จากโฆษณาดีหรือไม่ ราคาโฆษณาจะไม่ถูกกำหนดจากจำนวนเงินที่ลงประมูลอย่างเดียวเท่านั้น 4 ข้อด้านล่างนี้จะช่วยลดราคาโฆษณาให้ถูกลงได้

1.สร้างโฆษณาที่คนอยากมีส่วนร่วม: เมื่อพูดถึง Relevance Score ก็หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงตัวโฆษณาไม่ได้ เพราะ Facebook บอกเองว่า Relevance Score นั้นคิดมาจาก Feedback ที่ได้รับจากโฆษณา และการที่โฆษณามีคนกดไลค์ แชร์ แสดงความคิดเห็น คลิกเข้าไปอ่านต่อ กดปุ่ม Call to action และอื่นๆ นั่นแสดงถึงความน่าสนใจของตัวโฆษณาที่มีต่อคนที่เห็นด้วย และ Facebook ก็จะให้รางวัลกับโฆษณาที่ดีด้วยการเพิ่ม Relevance Score ให้สูงยิ่งขึ้น

2.เลือกกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับสินค้า: ผู้ใช้ Facebook แต่ละคนมีความสนใจไม่เหมือนกัน ถ้าเราจ่ายเงินเพื่อเอาโฆษณาที่ไม่ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายไปแสดงให้เขาเห็น เขาก็จะเลื่อนจอหนีไป ไม่มีใครได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์แบบนี้ การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ดีจะส่งผลต่อ Engagement ที่เกิดขึ้นกับตัวโฆษณาด้วย ยิ่งโฆษณามี Positive Feedback ที่ดีก็ยิ่งส่งผลให้โฆษณาชิ้นนั้นมี Relevance Score ที่สูงขึ้นตามไปด้วยและจะทำให้เราจ่ายโฆษณาต่อหน่วยน้อยลง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าการกำหนดกลุ่มเป้าหมายคืองานที่กินเวลาเกือบ 70% ของการสร้าง Ad set

3.ควบคุมการทำ Ad Delivery ให้ดี: อีกหนึ่งสิ่งที่ส่งผลต่อราคาที่ต้องจ่ายค่าโฆษณาก็คือการเซ็ตอัพส่วน Ad Delivery ให้เหมาะสม เวลาเราสร้าง Ad set เรามีตัวเลือกว่าจะให้ระบบกระจายโฆษณาของเราอย่างไร ซึ่งเป็นการกำหนดพฤติกรรมในการทำ Distribution ของโฆษณาที่อยู่ภายใน Ad set นั้น


อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเราทำโฆษณาโดยใช้ Objective แบบ Click to Website แต่เลือก Ad Delivery เป็น Impression นั่นจะทำให้โฆษณาแสดงมาก (เพิ่ม Impression เยอะๆ) แต่ได้รับคลิกกลับมาน้อย พอคิดราคารวมออกมาเป็น CPC ก็จะพบว่าราคาต่อคลิกนั้นแพงมากๆ เช่นเดียวกันกับเวลาทำโฆษณา Boost Post แล้วอยากได้ Engagement เยอะๆแต่ดันเลือก Ad delivery เป็น Reach แล้วแบบนี้มันจะได้ Engagement เยอะๆได้อย่างไร?

4.ตำแหน่งของโฆษณา (Placement): การเลือก Placement ที่จะแสดงโฆษณาก็ส่งผลต่อราคาที่เราจะต้องจ่ายเช่นเดียวกัน แน่นอนว่าตำแหน่งที่โฆษณาจะเกิด Engagement มากที่สุดมักจะเกิดขึ้นในตำแหน่ง News feed แต่หลายๆครั้งมันก็เป็นตำแหน่งที่มี Cost สูงที่สุดด้วยเช่นกัน เพราะมันเป็นเรื่องของ Demand and Supply ยิ่ง News feed มีความต้องการมาก ราคาที่จะต้องจ่ายก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย ตัวผมเองพบว่าหลายๆครั้งการเอาโฆษณาไปแสดงใน Right Column กับ Audience Network ช่วยลด CPM ให้ถูกลงได้มาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องบาลานซ์ให้ดีด้วยระหว่างราคาที่ต้องจ่ายกับผลลัพธ์ที่ได้รับกลับมา

ไขข้อข้องใจ! Like กับ Follow เพจใน Facebook ต่างกันอย่างไร

เวลาที่เราเข้าไปยังเพจต่างๆที่อยู่ใน Facebook เราก็สังเห็นว่ามันมีปุ่มอยู่ 2 อันที่อยู่ด้านบนของเพจคือ Like กับ Follow หลายๆคนอาจจะเกิดความสงสัยว่า Like กับ Follow นั้นแตกต่างกันอย่างไร และถ้าเราเป็นแอดมินของเพจตัวเลือกทั้ง 2 ปุ่มนี้จะส่งผลอะไรต่อผู้ติดตามของเราบ้าง

ก่อนอื่นเราไปดูคำจัดกัดความของทั้ง 2 ปุ่มนี้กันก่อนครับ

  • Like: คือการแสดงออกว่าชอบเพจนั้น เป็นการกดเพื่อถูกใจเพจ
  • Follow: คือต้องการติดตามโพสที่มาจากเพจนั้น

โดยปกติแล้วถ้าเรากด Like เพจใดก็ตามที่อยู่ใน Facebook ระบบจะทำการกด Follow ให้เราติดตามเพจนั้นโดยอัตโนมัติเพราะโดยธรรมชาติถ้าเราแสดงออกว่าเราชอบเพจนั้นเราก็พร้อมที่จะติดตามโพสของเพจนั้นๆด้วยอยู่แล้ว แต่เราสามารถเลือกที่จะ Unfollow เพื่อที่จะไม่ติดตามโพสของเพจนั้นได้เหมือนกัน แม้ว่าจะยังคงกดไลค์เพจนั้นอยู่ก็ตาม

ผู้ใช้สามารถเลือกที่จะกดไลค์เพจของเราและทำการ Unfollow เพื่อไม่ติดตามโพสจากเราได้เหมือนกัน แปลว่าต่อให้เพจคุณจะมีคนกดไลค์เป็นล้านแต่ถ้าคนส่วนใหญ่เลือกที่จะ Unfollow ไม่ติดตามโพสของเพจ ผู้ติดตามก็จะไม่เห็นโพสของเพจอยู่ดี (โดยเฉพาะเพจที่ชอบให้กด Like เพื่อรับของรางวัล หลังจากนั้นก็พบว่าผู้ติดตามไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่)

และเช่นกันผู้ใช้สามารถที่จะกด Follow เพื่อติดตามโพสจากเพจของเรา เพื่อดูโพสของเราใน feed ได้ตามปกติโดยไม่จำเป็นต้องกดไลค์เพื่อแสดงความถูกใจเพจก็ได้ คล้ายๆกับเวลาที่เราเล่น Facebook ปกติเราสามารถเลือกที่จะกด Follow บุคคลนั้นโดยไม่ต้องเป็นเพื่อนก็ได้ ซึ่งจะทำให้เราเห็นโพสที่เขาตั้งเป็น Public เอาไว้ หรือ พูดง่ายๆก็คืออยากเห็นโพสแต่ไม่อยากเป็นเพื่อนนั่นแหละ

นี่ก็เป็นความหมายและความแตกต่างของปุ่ม Like และ Follow ที่อยู่ในเพจของ Facebook ครับ อย่าลืมกด Like และ Follow เพจ HookTalk กันด้วยนะครับ 555 ส่วนผมขอกด Love ให้แฟนเพจทุกคน แล้วเจอกันใหม่บทความถัดไปครับ!

บทวิเคราะห์ Facebook Explore Feed อัพเดตเดียวเสียวทั้งวง!

ข่าวใหญ่ในวงการดิจิตอลในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาคือข่าวที่ Facebook กำลังทดสอบการแยกฟีดของโพสจากเพื่อนและครอบครัวออกจากโพสของเพจต่างๆซึ่งจะไปอยู่ใน Explore feed แทน การทดสอบนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับเจ้าของเพจใน Facebook เป็นอย่างมาก บทความนี้เราจะมาวิเคราะห์เรื่องนี้กันครับ

เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ Facebook ก็ได้ทำการ Roll out ให้มี Explore Feed เพิ่มใน Desktop แล้วโดยจะแสดงอยู่ในแถบเมนูด้านซ้ายมือเรียกว่า Explore Feed โพล่ขึ้นมา

ก่อนไปวิพากย์วิจารณ์กันมากกว่านี้ เราไปดูกันก่อนว่า Explore feed คืออะไร

Facebook Explore feed คืออะไร

จริงๆแล้ว Explore feed มีมาสักพักใหญ่หลายเดือนแล้วครับ มันคือฟีดที่แยกออกมาจากฟีดปกติโดยจะแสดงโพสที่ระบบของ Facebook คิดว่าคุณน่าจะสนใจและเป็นโพสที่มาจากเพจที่คุณไม่ได้กดติดตามเอาไว้ หรือไม่ก็แสดงโพสจากเพจที่คุณเคยมี Engagement ด้วยแต่ไม่ได้ติดตามเพจนั้นอยู่เช่น เคยเข้าไปดูวิดีโอในเพจที่เพื่อนแชร์มา

ข้อดีของ Explore Feed คือทำให้เราสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่เราน่าจะสนใจได้ แม้ว่าเนื้อหานั้นจะไม่ได้มาจากเพจที่เราติดตามเพจอยู่เช่น วิดีโอบางตัวที่คนอื่นเขาดูกันทั้งบ้านทั้งเมืองแต่คุณดันไม่ได้ติดตามเพจที่โพสวิดีโอนั้น ก็เลยไม่ได้เห็นวิดีโอนั้น เจ้าวิดีโอตัวนี้ก็จะถูกหยิบมาใส่ใน Explore Feed หรือถ้าคุณชอบดูฟุตบอลมากๆคุณอาจจะเห็นวิดีไฮไลท์จากเพจที่ไม่ได้ติดตามอยู่ก็ได้

จุดประสงค์ที่ Facebook ทำ Explore Feed ขึ้นมาก็เพื่อที่จะให้ผู้ใช้อยู่ใน Facebook นานยิ่งขึ้นและแน่นอนว่าเมื่อมี Feed เพิ่มมาอีก 1 อัน ก็ทำให้ Facebook มีพื้นที่สำหรับขายโฆษณามากยิ่งขึ้น

การทดสอบแยกฟีดใน 6 ประเทศ

หลังจากที่ Facebook ได้ปล่อย Explore Feed ในเวอร์ชั่นแอพมือถือออกมาสักพักใหญ่ แน่นอนว่าแทบจะไม่มีใครเข้าไปใช้มันเลย ที่แย่กว่านั้นคือหลายๆคนก็ไม่รู้จักมันด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ Facebook ไม่ค่อยได้โปรโมท Explore Feed มากเท่าที่ควรและอีกสาเหตุก็เป็นเพราะเมนูมันถูกซ่อนในตำแหน่งที่คนไม่ค่อยเปิดไปดูกันด้วย ทำให้มีการใช้งาน Explore Feed กันค่อนข้างน้อยแล้วมันก็ค่อยๆหายไปจากความสนใจอย่างรวดเร็ว

แต่เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ Explore Feed ได้กลับมาเป็นข่าวใหญ่และได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากสื่อทั่วโลกอีกครั้งเนื่องมาจากการที่ Facebook ได้ทำการทดสอบให้ News feed (ฟีคหลัก) แสดงเฉพาะโพสที่มาจากเพื่อนและครอบครัว ส่วนโพสจากเพจต่างๆถูกย้ายไปแสดงใน Explore Feed แทน การทดสอบนี้เกิดขึ้นใน 6 ประเทศคือ ศรีลังกา, โบลิเวีย, สโลวาเกีย, เซอร์เบีย, กัวเตมาลา, กัมพูชา

ผลกระทบทำให้เพจต่างๆใน 6 ประเทศที่ได้รับการทดสอบเหล่านี้พบว่า Organic Reach ล่วงหายไปเป็นจำนวนมากๆ สร้างความตื่นตลกแก่นักการตลาดที่ทราบเรื่องการทดสอบนี้ บ้างก็บอกว่า ถ้าหากวันใด Facebook ทำการ Roll out อัพเดตนี้ไปยังประเทศอื่นๆด้วย อาจจะนำมาซึ่งคราวล่มสลายของการทำการตลาดใน Facebook กันเลยทีเดียว เพราะจะต้องจ่ายเงินเพื่อให้คนเห็นโพส

อาการตื่นตะหนกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสำนักข่าวต่างประเทศที่เล่นข่าวนี้ก็อย่างหนักหน่วงมาก ร้อนไปถึง Adam Mosseri ซึ่งเป็น Head of News Feed ของ Facebook ต้องออกมาเขียนบล็อกอย่างเป็นทางการเพื่อชี้แจงว่านี่เป็นเพียงแค่การทดสอบเท่านั้นและได้เขียนประโยคเด็ดว่า “We currently have no plans to roll this test out further.” หรือแปลเป็นไทยแบบมันส์ๆว่า “ตูยังไม่มีแผนที่จะปล่อยอัพเดตนี้โว้ยยย แค่ทดสอบเฉยๆ”

บทวิเคราะห์ Explore Feed

เนื่องด้วยการทดสอบที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ในพืื้นที่โซนจำกัดและส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ผู้ใช้ Facebook ไม่ได้เยอะมาก ทำให้การ Roll out อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจริงก็ได้และทาง Facebook เองก็คงเห็นผลตอบรับจากฝั่ง Publisher แล้วว่าไม่ประทับใจอย่างรุนแรงจึงต้องรีบออกมาเขียนบล็อกชี้แจง ความเห็นส่วนตัวของผมเชื่อว่าน่าจะไม่มีการ Roll out ในเร็ววันนี้ (หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้) หรือถ้ามีจริงๆก็ต้องผ่านการทดสอบอีกเยอะ

เนื้อหาที่อยู่ในบล็อกของ Adam Mosseri สรุปสั้นๆก็คืออย่าเพิ่งตื่นตะหนกและให้อยู่ในความสงบเอาไว้ก่อนเพราะมันเป็นแค่การทดสอบของ Facebook เท่านั้นและไม่ได้มีแผนในการ Roll out ใดๆ พี่แกบอกว่า Facebook น่าจะได้เรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้จากการทดสอบนี้และจะนำไปใช้สำหรับการทดสอบถัดๆไป แต่ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

ผมคิดว่ารอบนี้ Facebook วางกลยุทธ์ในการทดสอบได้ฉลาดมากๆ ฉลาดตั้งแต่การเลือกประเทศในการทดสอบ (ถ้าไปทดสอบกับ US, UK, Brazil หรือแม้แต่ Thailand น่าจะเกิดผลกระทบวงกว้างกว่านี้) และฉลาดในการแก้ไขสถานการณ์ด้วย

ถ้าสมมุติว่าวันหนึ่งในอนาคตข้างหน้า Facebook ได้ทำการ Roll out ให้กับ Explore feed จริงๆ (หรือมีอัลกอริทึ่มอื่นๆที่คล้ายๆกันจริง) คำถามคือเราจะรับมืออย่างไร คำตอบอย่างชัดเจนคือ ผมเองก็ยังไม่รู้เพราะยังไม่เคยเห็นของจริงๆ แค่คำแนะนำหนึ่งที่ให้ได้คืออย่าพึ่งพา Traffic จากแค่ช่องทางเดียว ถ้าเว็บไซต์ของคุณ แบรนด์ของคุณ ธุรกิจของคุณ อาศัย Traffic จาก Facebook แค่ช่องทางเดียวแสดงว่าคุณมีโอกาสประสบปัญหาค่อนข้างมาก

ยังมีโอกาสสร้าง Traffic อีกมากจากช่องทางอื่นๆเช่นการทำ SEO อย่าลืมว่าจุดประสงค์จริงๆของ Facebook ต้องการเป็น Platform ที่เชื่อมต่อคนเข้าด้วยกันและจุดประสงค์หลักของ Facebook ไม่ได้เป็น Platform สำหรับการทำ Commerce หรือช่องทางการตลาดใดๆตั้งแต่แรกอยู่แล้วดังนั้นถ้า Organic Reach จะลดหายไปเรื่อยๆก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

Annotations หนึ่งในเครื่องมือที่คนใช้ Google Analytics มักจะมองข้าม

Google Analytics มีเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถเขียนโน้ตเล็กๆเอาไว้ที่กราฟได้ เป็นโน๊ตข้อความที่ระบุว่าในเวลานั้นมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีกิจกรรมอะไรที่อาจจะส่งผลต่อข้อมูลที่เรากำลังวัดผลอยู่ เครื่องมือนี้เรียกว่า Annotations แม้ว่ามันจะเป็นเครื่องมือพื้นฐานแต่หลายๆคนก็มักจะมองข้ามและไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน บทความนี้ผมจะอธิบายวิธีการใช้งานรวมถึงประโยชน์ของมันกันครับ

Annotations คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไร

ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆผมอยากให้คุณลองนึกภาพเวลาที่คุณเข้า Google Analytics เพื่อเข้าไปดู Report ต่างๆในหน้าเพจของแต่ละ Report นั้นจะมีกราฟที่แสดงค่าของข้อมูลอยู่เหนือตารางวัดผล ลองนึกถึงเวลาที่คุณดูกราฟนั้นย้อนหลังกลับไปหลายๆวัน คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมค่าของข้อมูลในบางวันจึงพุ่งปรี้ดสูงผิดปกติ หรือทำไมบางวันข้อมูลจึงดิ่งต่ำลงอย่างผิดปกติ นั่นก็เป็นเพราะว่าในบางครั้งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างกับเว็บไซต์หรือทำอะไรบางอย่างกับ Media ที่เราใช้

ยกตัวอย่างเช่นสมมุติว่าผมกำลังดูกราฟที่แสดงข้อมูลย้อนหลังของ Session ที่เข้าชมเว็บไซต์ของผมอยู่นั้น ผมก็สังเกตว่าอยู่ดีๆจำนวน Session ตั้งแต่วันที่ 5 Jul ดิ่งลงไปจนเกือบจะเป็น 0 นั่นเป็นเพราะช่วงนั้นผมทำการแก้ไข Code หลังบ้านนิดหน่อยจนทำให้ Analytics Tag ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลได้ ในกรณีนี้ถ้าผมไม่ทำ Annotation เอาไว้ ในอนาคตเมื่อผมย้อนกลับมาดูกราฟนี้อีกครั้ง ผมอาจจะจำไม่ได้ว่าในช่วงเวลานั้นมันมีอะไรเกิดขึ้นกับเว็บไซต์ทำไมอยู่ดีจำนวน Session จึงตกวูบดิ่งไป

นี่คือประโยชน์ของ Annotation ครับมันจะช่วยให้เราเขียนบันทึกเอาไว้ในกราฟได้ว่าในช่วงเวลานั้นๆเราทำการเปลี่ยนแปลงหรือทำกิจกรรมอะไรไปบ้าง ซึ่งในอนาคตเวลาที่เราย้อนกลับไปดูกราฟจะได้ลำดับเหตุการณ์และหาเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้อย่างถูกต้อง

จะใช้ Annotation ได้อย่างไร

  1. วิธีการใช้ Annotation ก็ไม่ยากอะไรเลยครับ เพียงแค่เข้าไปใน Report ที่เราดูข้อมูลตามปกติแล้วกดที่ลูกศรเลื่อนลง (ด้านล่างของกราฟ) แล้วคลิกที่ Create new annotation
  2. เลือกวันที่ แล้วใส่ข้อความที่จะโน๊ตลงไป จากนั้นในส่วน Visibility เราสามารถเลือกได้ว่าจะแชร์ให้คนอื่นๆ (คนที่มีสิทธิเข้าถึง Analytics ไอดีเดียวกัน) อ่านด้วยได้หรือไม่หรือจะเป็นแบบ Private คืออ่านส่วนตัวของเรา จากนั้นให้กดที่ปุ่ม Save เพื่อบันทึก Annotation
  3. เมื่อกด Save เรียบร้อยแล้ว จะมีเครื่องหมายคำพูดเล็ก โพล่ขึ้นมาในกราฟ ซึ่งเราสามารถกลับมาอ่านได้ในภายหลังว่าในแต่ละช่วงเวลามีการทำกิจกรรมใดลงไปบ้าง

เราสามารถนำเอา Annotation ไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายๆสถานการณ์ โดยเฉพาะคนที่ทำงานกับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่ต้องมีฝ่ายที่เกี่ยวข้องหลายๆฝ่ายกับการเข้ามาทำ Analyse ข้อมูลใน Google Analytics การใส่ Annotation เอาไว้จะช่วยให้อธิบายคนอื่นๆได้ดีมากๆ และต่อไปนี้เป็นแนวทางตัวอย่างครับ

  • ทำการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ Code เบื้องหลังเว็บไซต์
  • ออกแคมเปญทางการตลาดใหม่
  • เพิ่มจำนวน Budget ในการซื้อโฆษณาผ่าน Media ต่างๆ
  • บันทึกการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆเป็นลำดับขั้นของเวลา

หวังว่าจะเป็นแนวทางให้คนที่ใช้ Google Analytics นำไปใช้ประโยชน์กันมากยิ่งขึ้นนะครับ